และแล้วก็เกิดคำถามตามมาจาก ข้อสันนิฐานเกี่ยวกับเบาเฮ้าส์อีกหลายข้อ
1.Bauhaus Dutch และ Swiss เกี่ยวข้องกันอย่างไรแลมีอิทธิพลต่อศิลปะทางยุโรปอย่างไร
- ปัจจัยทางสงคราม ซึ่งทำให้เกิดความเร่งรีบในหลายๆอย่างการขวนขวายเรื่องเทคโนโลยีจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาภายใต้เงื่อนไขในเชิงปริมาณแลระบบการคิดซำๆซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันแบบสำเร็จรูป
-ปัจจัยจำนวนประชากรมีการโยกย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ทำให้ต้องมีการจัดระเบียบของชุมชนใหม่งานออกแบบทางสถาปัตยกรรมจึงต้องสอดคล้องและตอบสนองกับปัญหารีบเร่งเหล่านั้น
-ปัจจัยทางการเมืองและการปกครอง ซึ่งส่งเสริมเสรีภาพและความเสมอภาคโดยทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกระทำในแนวทางใหม่จึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย
2.สถาปนิกแต่ละคนเป็นอย่างไรและทำไมจึงมีความคิดเช่นนี้ ทำไมลักาณะของงานที่ออกมาคล้ายกัน?
-จากแนวคิดที่ต้องการตอบสนองทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยสถาปนิกแต่ละคนมีความคิดที่เรียกว่า วัตถุวิสัยเชิงเหตุผล ซึ่งให้ ความสำคัญกับวัสดุใหม่ทางอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองสภาพสังคท และสิ่งแวดล้อมซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่งานถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนอง ศาสนา หรือความคิดส่วนบุคคล
-William Morris-เป็นผู้เริ่มต่อต้านศิลปะลักษณะ Non-Functionalrole(ไม่มีหน้าที่ใดๆ) ซึ่งได้ก่อตั้งบริษัทที่รวมเอาศิลปินหลากหลายสาขา มาทำงานในรูปแบบขแง Workshop ในคศ.1861 ซึ่งมีลักาณะคล้ายกับการเรียนการสอน Bauhaus ที่มีการนำอาจารย์ในสาขาต่างๆมาสอนนักศึกษา
-Henry Van De Velde -สถาปิกและนักออกแบบชาวเบลเยี่ยมไดเรบอิทธิพลทางความคิดจากMorrisในการค้นหาทางออกที่กลมกลืนระหว่างเครื่องจักร ช่างฝีมือ ศิลปะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคนในระดับ จากการที่เขาทำงานด้านทฤษฎีและปฏิบัติเขาจึงได้พยายามเผยแพร่แนวคิดเรื่องสุนทรียภาพเชิงอุตสาหกรรมเพื่อสร้างการยอมรับจากสังคม บทบาทที่สำคัญที่สุดของเขาเกิดขึ้นในเยอรมันนี เขาได้จัดระเบียบองค์กรใหม่ให้กับ Art and Crafte School และAcademy of fine arts ในไวมาร์เมื่อคศ.1912
-ในศศ.1907 Hermann Muthesisuมีส่วนช่วยในการก่อตั้งสมาคม Deutscher werkbund ซึ่งเป็นสมาคมของโรงงานผู้ผลิตสถาปนิก ศิลปิน นักเขียน โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาท่งใหม่และหามาตรฐานในการออกแบบเชิงหน้าที่โดยมีพื้นฐานอยู่บนเครื่องจักรกล ความพยายามเพื่อหาการใช้วัสดุใหม่และวิธีทำงานของอุตสาหกรรมที่เหตุผลควบคุม และสังคมแง่อุตสาหกรรมมายังคงดำเนินต่อไปเมื่อ วอเตอร์ โกรเฟียส ได้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการ Weimar School Of Artต่อจากHenry Van De Velde ซึ่งโรงเรียนนี้ได้กลายเป็น Bauhaus ในคศ.1919
3.สิ่งที่ประชาชนต่อต้าน bauhaus -สืบเนื่องจากการที่เยอรมันในคศ.1919สาธารณะรัฐ ไวมาร์ ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ การที่ประเทศชาติต้องยอมเซ็นสัญญาแวร์ซายน์ นอกจากนั้นยังต้องชำระค่าปฎิกรรม 6500ล้านปอนด์ เป็นสถาวะที่ประขาชนตกตํามากๆ คือชาวเยอรมันหาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ต้องส่งเป็นภาษีให้รัฐบาลทั้งหมด รัฐบาลเยอรมันนีไม่กล้าขึ้นภาษีอะไรอีกแล้วเนื่องจากคนจนของเยอรมันไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว การปฎิวัติอุตสาหกรรมมีส่วนทำให้เกิดความเหลื่อมลําทางสังคม และยังเป็นการแย่งอาชีพจากชนชั้นกรรมกรทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจมนเบาเฮ้าส์เนื่องจากนโยบายของสถาบันซึ่งสนับสนุนในเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่งเอง
4.ที่มาของรูปทรงต่างๆ
-จากวิธีความคิด วัตถุเชิงเหตุผล การคิดทุกอย่างด้วยหลักเหตุและผลเพื่อตอบสยนองต่อสภาพสังคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งมีบทบาทมากในสมัยนั้นจึงเกิดการผสมกลมกลืนของวิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์โดยสิ่งเหล่านี้ถุกนำไปประยุกต์กับวัตถุทีมี ไม่มีคุณค่าทางศิลปะและสิ่งเหล่านี้เองทำให้เกิดการสร้างรูปแบบที่เรียบง่าย พื้นฐานมากที่สุด ตัดทอนในสิ่งที่ไม่จำเป็นและทำงานจากปัญหา
5.แนวความคิดของ Bauhaus ดำรงค์อยู่ได้อย่างไรในปัจจุบัน
-วิธีการคิด การแก้ไขปัญหาด้วยหลักเหตุและผลได้ถูกนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบบปัจุบัน
6.ทำไมพรรคนาซีจึงสั่งปิดสถาบันเบาเฮาส์
-เนื่องจากการที่เบาเฮาส์เป็นสถาบันที่ปลูกฝังความคิดในเชิงก้าวหน้าและสนับสนุนในเชิงอุตสาหกรรมซึ่งสามารถเห็นได้จากการตอบรับอย่างดีของเมือง เดลซาร์ ซึ่งเป็นเมืองที่กำงมีการขยายและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมโดยตังสถาบันนโยบายล้วนเอื้ออำนวยต่อระบบสังคสนิยมซึ่งขัดต่อระบบชาติยิยมของพรรคนาซี
จุดสิ้นสุดของสถาบันศิลปะเบาเฮ้าส์
สถาบันศิลปะเบาเฮาส์ ต้องการผลิตนักศึกษาผู้ซึ่งมีความรู้ในด้านศิลปะและเชิงช่างรอบด้านด้วยเหตุนี้นักศึกษาจึงไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นสถาปนิกแต่ต้องการให้มีความรู้พื้นฐานของงานศิลปะโครงสร้าง(Contruction Art) อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญก็คือการให้อิสระแก่นักศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาหลุดออกไปจากกรอบเดิมๆกล้าที่จะคิดคิดรุปทรงใหม่เพื่อนำไปปรับปรุงสิ่งต่างๆในสังคมให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าสถาบันศิลปะ Bauhaus จะมีการสอนที่ลําหน้ามากกว่าที่อื่นในช่วงนั้นนับจากแนวคิดของผู้ก่อตั้งอาจารย์ผู้สอนและการเรียนการสอนของนักศึกษา แต่สถาบันแห่งนี้กลับต้องมายุติบทบาทเนื่องมาจากสาเหตุทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างแนวคิดอนุรักษ์นิยมกับสังคมนิยม โดยรัฐบาลและประชาชนที่ไปยังแนวคิดแบบอนุรักษ์ เมื่อมีความขัดแย้งกันมากขึ้น Gropius จึงได้บีบบังคับให้ลาออกจากสถาบันศิลปะ Bauhaus ที่เมือง ไวมาร์ ลงในปี 1924
การปิดของสถาบันนี้น่าแปลกใจที่กลับได้รับการตอบรับในเเง่บวกจากเมืองต่างๆในเยอรมันซึ่งสนใจที่จะนำสถาบันศิลปะบาเฮาส์ มาสร้างในเมืองของตนแต่แล้วคนที่ได้ไปก็คือนายกเทศมนตรีจากเมือง เดลซา และได้สถาบันศิลปะเบาเฮาส์ ขึ้นจนเมื่อปี 1928 Gropius จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการอีกครั้งและตั้งคนอื่นขึ้นมาดูแทน ในทศวรรษที่1930 พรรคนาซีเยอรมันได้ประสบชัยชนะทางการเมืองทำให้เบาเฮาส์ ต้องย้ายไปอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน แลถูกปิดอย่างเด็ดขาดในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนเดียวที่ก่อตั้งสถาบันขึ้นมา แม้ว่า เบาเฮาส์ จะถูกปิดตัวลงในเยอรมันนีแต่บทเรียนรวมทั้งวิณีการสอนกลับมีการแพร่ขยายออกไปและมีอิทธิพลต่อโรงเรียนสอนสิลปะทั่วโลกทั้งในยุโรปและอเมริกา
10ธันวาคม2550 วันนี้ฤกษ์งามยามดี^^
จากนี้ก็จะพูดถึงความคิดที่จะสานต่อเพื่อพัฒนาเป็นงานของตนเอง(งานชิ้นนี้หนักหนาเอาการอยู่เฮ้ออ!!)..รูปทรงเลขาคณิตต่าง..
เราจะนำมาประยุกต์ให้เข้ากับงานขเงเราอย่างไรนั้น ก็เลยนั่งคิดไปเรื่อยๆว่ารูปทรงเลขาคณิตมีอิทธิพลอะไรกับเราบ้างในชีวิตประจำวัน ก็มองกลับมาที่ตัวเราบ้างว่าตั้งแต่เราตื่นนอนมาตอนเช้าวันๆหนึ่งเรามีอะไรเกี่ยวพันกับรุปทรงเลขาคณิตบ้าง ซึ่งมองโดยสิ่งรอบๆตัวเราต่างๆนั้นก็มีรูปทรงเลขาคณิตมาประกอบในชีวิตของเรามากมายเช่น ตู้ เตียง แก้วนํา โทรศัพท์มือถือ ป้ายต่างๆ ทีวีหรือแม้กระทั่งจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้